“หมอประกิต” โต้ปม กม.ห้ามนำเข้า-ขายบุหรี่ไฟฟ้า ด้าน สสส.ไม่หนุนสิ่งทำลายสุขภาพ

ข่าว/กิจกรรม 24 ม.ค. 67 | เข้าชม: 78

“หมอประกิต” จวกกลับหมอ อดีต สส. หนุนเปิดกฎหมายนำเข้า – ขายบุหรี่ไฟฟ้า ชี้ไทยไม่พร้อมมาตรการตาม WHO ย้ำกฎหมายปัจจุบันห้ามนำเข้าดีที่สุดแล้ว ขณะที่ สสส. แสดงจุดยืนไม่หนุนสิ่งทำลายสุขภาพ ไม่ควรปล่อยสิงโตมากัดเด็กเพิ่มเติมจากเสือที่มีอยู่แล้ว

ตามที่ นพ.ชยนันท์ สิทธิบุศย์ ผอ.กองงานคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบ กรมควบคุมโรค เผยสถานการณ์การสำรวจเยาวชนไทยต่อการใช้บุหรี่ไฟฟ้าภายในงานเสวนา "เจาะลึก เบื้องหลังบุหรี่ไฟฟ้าระบาดหนักในเด็กไทย" จัดโดยศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ร่วมกับศูนย์ความรู้สำหรับมาตรา 5.3 ของ WHO-FCTC และภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ ที่โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567  โดยสำรวจกลุ่มอายุ 13-15 ปี  จำนวน 6,700 คน พบมีการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากปี 2558 พบ 3.3% แต่ปี 2565 สูงถึง 17.6% เพิ่มขึ้นเกือบ 5.3 เท่า  ผู้หญิงสูบมากขึ้น เร่งเข้มมาตรการ ทั้งสังคมและกฎหมาย รวมถึงมาตรการอื่นๆที่เกี่ยวข้องในการป้องกันนั้น

เมื่อวันที่  23 มกราคม  ภายในงานดังกล่าว  ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่  กล่าวตอนหนึ่งถึงปัญหาการสูบบุหรี่ไฟฟ้าว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าพบว่า 10 คน จะมี 7 คน ติดไปจนตาย หรือไปเลิกตอนตาย ซึ่งบุหรี่ไฟฟ้าติดมากกว่าบุหรี่ธรรมดา เมื่อ 70% เลิกไม่ได้ จะเกิดประชากรติดสิ่งเสพติดรุ่นใหม่ จึงสมควรที่ทั้งสังคมจะขึ้นมาร่วมกันจัดการปัญหานี้ ซึ่งการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าเช่นนี้ ในประเทศที่จัดการบุหรี่ไฟฟ้าจะต้องสำรวจทุกปีในวัยรุ่น แต่ของไทยทำไม่ได้ เพราะไม่มีงบประมาณและไม่มีอัตรากำลัง เราทิ้งไป 7-8 ปี ส่วนกรณีการรับรู้พิษภัยบุหรี่น้อยลง เพราะคนทำงานเรามีน้อยและอยู่ในส่วนกลาง และพบว่า การต่อสู้กับบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้การสู้กับบุหรี่ธรรมดาหย่อนลงไปด้วย อย่าง 4-5 ปีนี้ ตนแทบไม่ได้พูดเรื่องบุหรี่เลย เพราะหันมาทำเรื่องเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งองค์การอนามัยโลกบอกว่า ประเทศที่ไม่พร้อมนั้น บุหรี่ไฟฟ้าจะทำให้แย่ลงทั้งสองทาง ซึ่งอัตราสูบบุหรี่ไม่ลดลง แต่บุหรี่ไฟฟ้ากลับเพิ่มขึ้น

“ที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข่าวว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้า นำไปสู่การเสพติดอื่นๆ ประเด็นมีหมอ ที่เป็นอดีต สส. ออกมาค้านเรื่องนี้ บอกว่าไม่มีหลักฐานทางวิชาการว่าเป็นไปตามนั้น ผมจึงต้องนำข้อสรุปทั่วโลกมาให้ดูว่า นิโคตินเป็นสารตั้งต้นทำให้สมองเด็ก พร้อมรับยาเสพติดได้ ผมเคยเขียนบทความว่า หากเราไม่จัดการบุหรี่ไฟฟ้าให้ดีๆ คาดการณ์ว่าอีก 3 ปี ผลการประเมินของ PISA จะลดลงแน่นอน ซึ่งในอังกฤษ และสหรัฐก็เผยข้อมูลว่า เมื่อบุหรี่ไฟฟ้าเข้าไปในโรงเรียน สร้างความวุ่นวายมากมาย” ศ.นพ.ประกิต กล่าว

ยกเลิกห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า จะยิ่งควบคุมยากกว่า

ศ.นพ.ประกิต กล่าวอีกว่า ขณะนี้ประเทศไทยห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า แต่มีฝ่ายธุรกิจ และบางพรรคการเมืองเคยพูดว่า เมื่อเป็นแบบนี้ก็เปิดขายเลย ต้องตอบว่า การห้ามนำเข้าห้ามขายควบคุมยาก แต่ขอยืนยันว่า หากยกเลิกห้ามนำเข้า จะยิ่งควบคุมยากกว่านี้อีก เพราะอย่างอังกฤษ ให้ถูกกฎหมาย แต่ก็ยังมีบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายเพียบ มีการจับกุมจำนวนมาก และที่ถูกกฎหมายของบ้านเขาเมื่อนำมาตรวจพบว่า 1 ใน 3 ผิดมาตรฐานกำหนดไว้ ถามว่า ประเทศไทยมั่นใจว่าจะควบคุมได้จริงหรือไม่ เรามีอัตรากำลัง มีแลป ไปตรวจแบบนี้มากแค่ไหน คำตอบคือ ไม่มี  

สิ่งสำคัญการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ ต้องทำอย่างจริงจัง และหากเรายกเลิกกฎหมายห้ามนำเข้าห้ามขาย ประเทศไทยไม่มีความพร้อมในการควบคุมตรวจสอบมาตรฐานบุหรี่ไฟฟ้า และมาตรการอื่น ๆ ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ เช่น การควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อลดความน่าดึงดูดและอันตรายต่อประชาชน อย่างห้ามเติมสารปรุงแต่งรส ห้ามใช้บรรจุภัณฑ์ที่ดึงดูด จำกัดความเข้มข้นและปริมาณนิโคติน กำหนดปริมาตรสูงสุดของตลับบุหรี่ไฟฟ้า กำหนดพลังานแบตเตอรี่สูงสุดเพื่อจำกัดการปล่อยนิโคตินและสารพิษ เป็นต้น ยังมีอีกหลายมาตรการ ซึ่งย้อนกลับไปว่า ไทยพร้อมจริงหรือ ไม่อัตรากำลังทำเรื่องนี้มากแค่ไหน ซึ่งไม่มี

“กุมารแพทย์ในอังกฤษไม่เอาเรื่องนี้เด็ดขาด อย่างกรณี FDA กำหนดมาตรฐานห้ามมีสารต้องห้าม บริษัทก็ไปปรับสูตรอีก ซึ่งหมอเด็กบอกว่า ไม่ควรกำหนดมาตรฐาน ควรห้ามเด็ดขาดเกือบ 90% ของวัยรุ่นในอเมริกาสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่ปรุงกลิ่นรสต่าง ๆ ซึ่งพรรคการเมืองฝ่ายค้านของไทยบอกว่า ก็ยกเลิกการปรุงกลิ่นรสต่าง ๆ ผมถามกลับว่า บุหรี่ไฟฟ้าที่ปรุงแต่งกลิ่นรสก็ยังอยู่เหมือนเดิม ยังขายได้ เพราะเด็กจะสูบที่มีกลิ่นมีรส ดังนั้น พวกไม่ได้มาตรฐานก็ยังอยู่ในตลาดมืด สรุปคือ ไม่ควรให้นำเข้า ไม่ควรจำหน่าย และคงไว้สำหรับคงกฎหมายที่มีในปัจจุบัน” ศ.นพ.ประกิต กล่าว

หญิงไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงขึ้น

ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้า เป็นภัยเหมือนไฟกำลังไหม้ หากเรานิ่งเฉยก็จะลามไปทั่วประเทศ อย่างข้อมูลของนพ.ชยนันท์ สิทธิบุศย์ ผอ.กองงานคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบ กรมควบคุมโรค  ชัดเจนว่า ตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่น่ากลัวคือ ผู้หญิง 15% กลับหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น เพราะอะไร เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้ามีการแต่งกลิ่น ไม่เหม็นเหมือนเดิม นี่คือกลยุทธ์ธุรกิจที่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้น ทั้งเด็กเยาวชน และผู้หญิงไทย ในอนาคตผู้หญิงไทยจะสูบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี่คือสัญญาณอันตราย เป็นปีศาจร้าย เรียกว่าเป็นพยัคฆ์ติดปีกแถมล่องหนได้ เคยคุยกับเด็กนักเรียนบอกว่า แอบสูบหลังห้อง สูบทุก 10 นาที นี่คืออันตรายมาก อยากสูบตอนไหนก็สูบ ดังนั้น ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันจัดการเรื่องนี้

“ผมไปสภาฯ มีสส.ท่านหนึ่งถามว่า บุหรี่ยังเปิดให้ขาย ทำไมไม่เปิดบุหรี่ไฟฟ้า ผมตอบว่า หากมีหมู่บ้านหนึ่งมีเสือมากินเด็ก แล้วเราจะปล่อยสิงโตมากินอีกหรือไม่ ทั้งๆที่ผ่านมาเราก็เบรกได้ระดับหนึ่งเรื่องบุหรี่ แต่มาตอนนี้มีบุหรี่ไฟฟ้า จะยิ่งแย่ ซึ่งหน้าที่ของรัฐมีหลายบทบาท เศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่ง แต่อีกบทบาทคือ ต้องทำให้คนไทยสุขภาพดี อายุยืนยาว ซึ่ง สสส.ยังยืนยันจุดยืน คือ ไม่สนับสนุนสิ่งที่ทำลายสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ถือเป็นภัยคุกคามใหม่ในเด็กและเยาวชน และ สสส. สนับสนุนให้รัฐบาลคงกฎหมายห้ามบุหรี่ไฟฟ้า เพราะเป็นมาตรการที่ดีที่สุดในการป้องกันการเข้าถึงของเด็ก และจะสานต่อความร่วมมือกับทุกภาคส่วนต่างๆ ในการสื่อสารรณรงค์และเผยแพร่ข้อมูล” ผู้จัดการกองทุน สสส.กล่าว  

 

อ้างอิง : https://www.hfocus.org/content/2024/01/29585